" />
logo

ประวัตินิวซีแลนด์

กว่าจะมาเป็นนิวซีแลนด์

เชื่อกันว่าชาวเมารี (Maori) ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในนิวซีแลนด์กว่า 2,000 ปีมาแล้ว เป็นชนเชื้อสายโพลีนีเชียนที่อพยพมาจากทวีปเอเชีย แม้จากบทเพลงที่ร้องสืบทอดกันมาจะกล่าวถึงการอพยพครั้งยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 14 แต่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ค้นพบวัตถุเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีอายุเก่าแก่นับพันปี

ในปีค.ศ. 1642 (พ.ศ. 2185) นักสำรวจชาวดัตช์ชื่อ อาเบล ทาสมาน (Abel Van Tasman) แล่นเรือสำรวจรอบทวีปออสเตรเลีย และได้แวะนิวซีแลนด์ แต่ต้องพบกับชาวเมารีที่ดุและไม่เป็นมิตร ซึ่งได้สังหารลูกเรือของทาสมานไปหลายคนทำให้ดินแดนส่วนนี้ได้รับการจารึกการค้นพบ แต่ไม่ได้รับการสนใจจากนักสำรวจอื่นๆ จนกระทั่งในปีค.ศ. 1769 (พ.ศ. 2312) กัปตันเจมส์ คุก (James Cook) ชาวอังกฤษ ได้มาจอดเรือที่นิวซีแลนด์พร้อมด้วยหัวหน้าเรือชาวตาฮิติที่พอจะส่งภาษากับชาวเมารีรู้เรื่อง ทำให้คณะของกัปตันคุกได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่ง กัปตันคุกพบว่าชาวเมารีเป็นชนพื้นเมืองที่มีจิตใจเป็นนักรบและกล้าหาญ การเข้าถือครองดินแดนเช่นเดียวกับชนผิวขาวทำกับชาวพื้นเมืองในที่อื่นๆ นั้นมิอาจทำได้โดยง่าย ดินแดนริมฝั่งทะเลที่ชาวเมารีเคยถือครองจึงถูกซื้อโดยแลกเปลี่ยนกับอาวุธ สิ่งของเครื่องใช้จากยุโรป

เมื่อชาวเมารีมีอาวุธที่ทันสมัยในครอบครอง ด้วยความเป็น "นักรบ" โดยชาติพันธุ์ ทำให้เมารีต่างเผ่าหันมาทำสงครามกันเองอย่างต่อเนื่องจนประชากรเมารีน้อยลงอย่างน่าใจหาย มิหนำซ้ำเชื้อโรคจากตะวันตกที่เมารีไม่เคยพบ โดยเฉพาะหวัดและกามโรค ยังคร่าชีวิตเมารีทั้งชายและหญิงไปเป็นจำนวนมาก

หลังจากปักธงแห่งจักรพบอังกฤษ ณ ดินแดนแห่งนี้แล้ว ในปีค.ศ. 1840 (พ.ศ. 2383) อังกฤษได้ส่งกัปตันวิลเลียม ฮอบสัน (William Hobson) เข้ามาดูแลนิวซีแลนด์ กัปตันฮอบสันได้เจรจาเกลี้ยกล่อมให้หัวหน้าเผ่าเมารี 45 คนมาทำสัญญาสงบศึกทันทีที่ไวตังกิ (Waitangi) ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งถือเป็นวันชาติของนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน

สนธิสัญญาไวตังกินี้นอกจากจะเป็นการสงบศึกระหว่างเมารีต่างเผ่าแล้ว ยังเป็นการพยายามขจัดข้อขัดแย้งระหว่างเมารีกับคนขาวที่เกิดขึ้นอีกด้วย ซึ่งความขัดแย้งนี้ยังคงมีอยู่จนปีค.ศ. 1865 (พ.ศ. 2408) และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของเมารีซึ่งมีกำลังคนและกำลังอาวุธน้อยกว่า

นิวซีแลนด์ยุคใหม่

ชาวยุโรปที่อพยพเข้าสู่นิวซีแลนด์ ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ล้วนเป็นผู้คนที่รักสงบ และด้วยสภาพธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทำให้อาชีพหลักของคนผิวขาวที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในนิวซีแลนด์ คือ เกษตรกรรม แม้จะมียุคตื่นทองเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ในปีค.ศ. 1860 (พ.ศ. 2403) แต่จำนวนทองที่มีไม่มากพอ ทำให้ผู้คนไม่หลงใหลเข้ามานิวซีแลนด์มากจนเกินไป จนกระทั่งการประดิษฐ์ตู้แช่เย็นในปีค.ศ. 1882 (พ.ศ. 2425) ทำให้ส่งเนื้อสัตว์ไปสู่ยุโรปได้ สร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรชาวนิวซีแลนด์ในเวลาต่อมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้นชีวิตใหม่ทางซีกโลกภาคใต้ยังล้ำหน้าไปกว่าชีวิตในยุโรป เพราะในปีค.ศ. 1893 (พ.ศ. 2436) ผู้หญิงได้รับสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเร็วกว่าอังกฤษประเทศแม่ และสหรัฐอเมริกาถึง 25 ปี รวมทั้งสวัสดิการสังคมต่างๆ ก็ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างพรั่งพร้อม

ขณะที่ชีวิตของชนผิวขาวเริ่มเข้าที่เข้าทาง ชนพื้นเมืองเมารีดั้งเดิมก็ได้รับการยอมรับนับถือเฉกเช่นเป็นผู้คนที่ทัดเทียมกัน ชาวเมารีได้รับสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1867 (พ.ศ. 2410) แต่ประชากรเมารีในขณะนั้นลดน้อยลงเหลือเพียง 42,000 คนเท่านั้น จนถึงศตวรรษนี้ความขัดแย้งระหว่างเมารีกับเมารีด้วยกันค่อยๆ จางหาย ขณะเดียวกันการแต่งงานระหว่างคนขาวกับเมารีก็เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับประชากรเมารีที่เพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนกว่า 400,000 คนในปัจจุบัน

ทุกวันนี้นิวซีแลนด์มีสถานะเป็นประเทศเอกราชแต่ยังคงอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ มีองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถแห่งอังกฤษเป็นประมุข ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารประเทศ

นิวซีแลนด์เป็นประเทศเกษตรกรรมที่ส่งออกเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม เนย และพืชพันธุ์ธัญญาหารออกสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป อเมริกา และเอเชีย นิวซีแลนด์มีบทบาทและจุดยืนที่มั่นคงในการรักษาสภาพแวดล้อมและการอนุรักษ์ธรรมชาติ และแม้จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่นิวซีแลนด์ก็ยืนยันอย่างเหนียวแน่นในการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์และการทดลองนิวเคลียร์ในแปซิฟิกตอนใต้ของประเทศมหาอำนาจ ทั้งโดยรัฐและองค์กรเอกชน




Copyright © Since 2003, NZ Study (Thailand) Co., Ltd. All rights reserved.